มาตรฐาน MPEG – 4 เป็นมาตรฐานการบีบอัดข้อมูลภาพและเสียงอีกมาตรฐานหนึ่ง ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อปลายปี 1998 โดย ISO/IEC Moving Picture Experts Group (MPEG) (ISO/IEC JTC1/SC29/WG11) ภายใต้ชื่อมาตรฐานอย่างเป็นทางการว่า ISO / IEC 14496 -- Coding of audio-visual objects โดยความสามารถของ MPEG – 4 นั้นรวมไปถึงการบีบอัดข้อมูลวิดีโอสำหรับรับชมผ่านทางเว็บไซต์, การบีบอัดข้อมูลเสียง และการออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์
MPEG – 4 นั้นเป็นส่วนขยายของ MPEG-1 เพื่อรับรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ เช่น 3D หรือการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามหน้าที่แต่ละส่วน และทาง MPEG จะปล่อยให้ผู้ผลิตซอพท์แวร์เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมที่ใช้จริงๆ เอง ไม่จำเป็นต้องตาม MPEG-4 เต็มชุดก็ได้ พัฒนาได้เป็นบางส่วนก็พอ (แบบเดียวกับ MP3 ที่หยิบแต่ส่วนออดิโอไปทำ)
มาตรฐาน MPEG – 4 นั้นได้รวมเอาคุณสมบัติหลายๆ อย่างจาก MPEG – 1 และ MPEG – 2 รวมทั้งมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ และยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น VRML รองรับการประมวลผลแบบ 3 มิติ และไฟล์ที่เป็นองค์ประกอบทั้งหลาย ที่ถูกออกแบบมาในเชิงวัตถุ (object-oriented composite files) รองรับการกำหนดสิทธิดิจิตอลจากภายนอก และการปฏิสัมพันธ์แบบต่างๆ เป็นต้น
MPEG – 4 ยังคงแบ่งมาตรฐานการพัฒนาออกเป็นหลายส่วน โดยแบ่งออกเป็น 27 ส่วน (Parts) ซึ่งคุณสมบัติมากมายที่ถูกรวมอยู่ในมาตรฐาน MPEG-4 นั้น ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาแต่ละคนจะนำไปใช้ ซึ่งหมายความว่าอาจไม่จำเป็นต้องนำมาตรฐาน MPEG – 4 ทั้งหมดมาใช้ก็ได้
แรกเริ่มนั้น MPEG – 4 ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์หลักคือ การสื่อสารข้อมูลวิดีโอด้วยบิตเรทต่ำ แต่อย่างไรก็ดี ในยุคหลังนั้นขอบข่ายของมาตรฐานเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลประเภทมัลติมีเดียนั้นขยายตัวในวงกว้าง ดังนั้น เราจึงได้เห็นมาตรฐาน MPEG – 4 ทำงานในหลายบิตเรท ตั้งแต่ไม่กี่ Kbit ไปจนถึงหลายสิบ Mbit ต่อวินาที โดย MPEG – 4 มีฟังก์ชันการทำงานเด่นๆ ดังต่อไปนี้
------- ปรับปรุงพัฒนาการเข้ารหัสให้เหนือกว่า MPEG – 2
------- ความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลสื่อประสม
------- ยืดหยุ่นต่อข้อผิดพลาด (Error) เพื่อการส่งข้อมูลที่ดีขึ้น
------- ความสามารถในการโต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์กับฉากที่ถูกสร้างขึ้น
เทคโนโลยีที่สำคัญของ MPEG - 4
MPEG-4 part 2
รับผิดชอบกับการจัดการด้านภาพ ฟอร์แมตวิดีโอสำคัญๆ หลายตัวอิมพลีเมนต์ตาม part 2 นี้
------• DivX
------• XviD
MPEG-4 part 3
รับผิดชอบการจัดการกับเสียง
------• AAC (Advance Audio Coding) เป็นการอิมพลีเมนต์ตาม MPEG-4 part 3 โดยแอปเปิล ซึ่งอ้างว่า AAC ที่บิตเรต 96 kbps มีคุณภาพเทียบเท่ากับ MP3 ที่ 128 kbps เทคโนโลยีนี้นำไปใช้กับเพลงที่ขายในร้านจำหน่ายเพลงออนไลน์ iTunes Music Store นามสกุลไฟล์ในฟอร์ตแมตนี้จะเป็น .aac, .mp4 และ .m4a
MPEG-4 part 10
จัดการกับการเข้ารหัสวิดีโอระดับสูง (Advance Video Coding)
------• H.264
------• เป็นมาตรฐานที่ซ้อนกับ AVC โดย H.264 เป็นชื่อของ ITU-T และ AVC เป็นชื่อของทาง MPEG เท่านั้นเอง มีความสามารถในการเข้ารหัสวิดีโอที่สูงกว่า MPEG-4 part 2 มาก ปัจจุบันเพิ่งเริ่มนำมาใช้งาน โดยแอปเปิลจะนำไปใช้ใน QuickTime 7 และ MacOSX 10.4 Tiger นอกจากแอปเปิลแล้ว H.264 เริ่มถูกนำไปใช้ในระบบทีวีแบบใหม่ของญี่ปุ่นและยุโรป และฟอร์แมตแผ่นดิสก์ในยุคหน้าทั้ง Bluray กับ HD-DVD
นอกจากนั้นยังมีการนำมาตราฐาน H.264 ไปใช้กับงานด้านกล้องวงจรปิด CCTV โดยเครื่องบันทึกภาพ DVR ใช้คุณสมบัติที่ดีกว่าของมาตราฐานนี้ซึ่งสามารถบีบอัดข้อมูลทั้งภาพและเสียง ได้สูงกว่า Mpeg-4 เกือบเท่าตัว ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการบันทึกซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถบันทึกข้อมูลภาพและ เสียงได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมในขณะที่ใช้เนื้อที่เท่ากันนั่นเอง และยังทำให้อัตราการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย
คำค้น : h 264 mpeg video
บทความอื่นๆ
Android 2.3 มาแล้ว!
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
Nexus S วางตลาด 16 ธันวาคม ศกนี้
ไบออส (BIOS) คืออะไร
Samsung Galaxy Tab เปิดตัวแล้ว!
Motorola ผุดคลิปโปรโมท Milestone 2
YouTube เล็งให้บริการเช่าหนังปลายปีนี้
html5 มาตรฐานใหม่ของการแสดงผลบนเว็บไซต์
ลูกเล่นใหม่สุดเจ๋งใน Firefox 4 beta 4
มาตรฐานการบีบอัดวิดีโอแบบ MPEG 1 คืออะไร
MPEG – 4 นั้นเป็นส่วนขยายของ MPEG-1 เพื่อรับรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ เช่น 3D หรือการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามหน้าที่แต่ละส่วน และทาง MPEG จะปล่อยให้ผู้ผลิตซอพท์แวร์เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมที่ใช้จริงๆ เอง ไม่จำเป็นต้องตาม MPEG-4 เต็มชุดก็ได้ พัฒนาได้เป็นบางส่วนก็พอ (แบบเดียวกับ MP3 ที่หยิบแต่ส่วนออดิโอไปทำ)
มาตรฐาน MPEG – 4 นั้นได้รวมเอาคุณสมบัติหลายๆ อย่างจาก MPEG – 1 และ MPEG – 2 รวมทั้งมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ และยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น VRML รองรับการประมวลผลแบบ 3 มิติ และไฟล์ที่เป็นองค์ประกอบทั้งหลาย ที่ถูกออกแบบมาในเชิงวัตถุ (object-oriented composite files) รองรับการกำหนดสิทธิดิจิตอลจากภายนอก และการปฏิสัมพันธ์แบบต่างๆ เป็นต้น
MPEG – 4 ยังคงแบ่งมาตรฐานการพัฒนาออกเป็นหลายส่วน โดยแบ่งออกเป็น 27 ส่วน (Parts) ซึ่งคุณสมบัติมากมายที่ถูกรวมอยู่ในมาตรฐาน MPEG-4 นั้น ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาแต่ละคนจะนำไปใช้ ซึ่งหมายความว่าอาจไม่จำเป็นต้องนำมาตรฐาน MPEG – 4 ทั้งหมดมาใช้ก็ได้
แรกเริ่มนั้น MPEG – 4 ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์หลักคือ การสื่อสารข้อมูลวิดีโอด้วยบิตเรทต่ำ แต่อย่างไรก็ดี ในยุคหลังนั้นขอบข่ายของมาตรฐานเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลประเภทมัลติมีเดียนั้นขยายตัวในวงกว้าง ดังนั้น เราจึงได้เห็นมาตรฐาน MPEG – 4 ทำงานในหลายบิตเรท ตั้งแต่ไม่กี่ Kbit ไปจนถึงหลายสิบ Mbit ต่อวินาที โดย MPEG – 4 มีฟังก์ชันการทำงานเด่นๆ ดังต่อไปนี้
------- ปรับปรุงพัฒนาการเข้ารหัสให้เหนือกว่า MPEG – 2
------- ความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลสื่อประสม
------- ยืดหยุ่นต่อข้อผิดพลาด (Error) เพื่อการส่งข้อมูลที่ดีขึ้น
------- ความสามารถในการโต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์กับฉากที่ถูกสร้างขึ้น
เทคโนโลยีที่สำคัญของ MPEG - 4
MPEG-4 part 2
รับผิดชอบกับการจัดการด้านภาพ ฟอร์แมตวิดีโอสำคัญๆ หลายตัวอิมพลีเมนต์ตาม part 2 นี้
------• DivX
------• XviD
MPEG-4 part 3
รับผิดชอบการจัดการกับเสียง
------• AAC (Advance Audio Coding) เป็นการอิมพลีเมนต์ตาม MPEG-4 part 3 โดยแอปเปิล ซึ่งอ้างว่า AAC ที่บิตเรต 96 kbps มีคุณภาพเทียบเท่ากับ MP3 ที่ 128 kbps เทคโนโลยีนี้นำไปใช้กับเพลงที่ขายในร้านจำหน่ายเพลงออนไลน์ iTunes Music Store นามสกุลไฟล์ในฟอร์ตแมตนี้จะเป็น .aac, .mp4 และ .m4a
MPEG-4 part 10
จัดการกับการเข้ารหัสวิดีโอระดับสูง (Advance Video Coding)
------• H.264
------• เป็นมาตรฐานที่ซ้อนกับ AVC โดย H.264 เป็นชื่อของ ITU-T และ AVC เป็นชื่อของทาง MPEG เท่านั้นเอง มีความสามารถในการเข้ารหัสวิดีโอที่สูงกว่า MPEG-4 part 2 มาก ปัจจุบันเพิ่งเริ่มนำมาใช้งาน โดยแอปเปิลจะนำไปใช้ใน QuickTime 7 และ MacOSX 10.4 Tiger นอกจากแอปเปิลแล้ว H.264 เริ่มถูกนำไปใช้ในระบบทีวีแบบใหม่ของญี่ปุ่นและยุโรป และฟอร์แมตแผ่นดิสก์ในยุคหน้าทั้ง Bluray กับ HD-DVD
นอกจากนั้นยังมีการนำมาตราฐาน H.264 ไปใช้กับงานด้านกล้องวงจรปิด CCTV โดยเครื่องบันทึกภาพ DVR ใช้คุณสมบัติที่ดีกว่าของมาตราฐานนี้ซึ่งสามารถบีบอัดข้อมูลทั้งภาพและเสียง ได้สูงกว่า Mpeg-4 เกือบเท่าตัว ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการบันทึกซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถบันทึกข้อมูลภาพและ เสียงได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมในขณะที่ใช้เนื้อที่เท่ากันนั่นเอง และยังทำให้อัตราการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย
คำค้น : h 264 mpeg video
บทความอื่นๆ
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
















